บทความทั้งหมด

ทำการบ้านกับลูกโดยไม่ต้องขึ้นเสียง: พ่อแม่ควรช่วยแค่ไหน?

ดินสอ หนังสือ และนาฬิกา

ตอนแรกทุกอย่างก็สงบดี สิบนาทีต่อมา ลูกฟุบอยู่กับโต๊ะ พ่อแม่อธิบายเรื่องเดิมเป็นรอบที่สี่ และเสียงของทั้งคู่ก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ หลายบ้านคุ้นเคยกับภาพนี้ การบ้านเป็นงานของลูก แต่พ่อแม่มักไม่แน่ใจว่าควรช่วยแค่ไหน บทความนี้เสนอกิจวัตรการทำการบ้านแบบสบาย ๆ วิธีช่วยโดยไม่ทำแทน และสิ่งที่ทำได้เมื่อทุกอย่างเริ่มตึงเครียด

สร้างกิจวัตรที่สงบ

  • เวลาเดิม ที่เดิม กำหนดเวลาประจำ เช่น หลังกินของว่างและพักสั้น ๆ ช่วยให้เถียงกันเรื่อง "จะทำเมื่อไร" น้อยลง
  • มุมที่เงียบ โต๊ะที่เรียบร้อย แสงสว่างพอ ปิดทีวี และเก็บโทรศัพท์ให้พ้นสายตา รวมถึงของพ่อแม่ด้วยถ้าทำได้
  • อุปกรณ์พร้อม ดินสอ ยางลบ สมุด อยู่ใกล้มือ จะได้ไม่ต้องเริ่มด้วยการตามหาของ
  • กินและขยับตัวก่อน เด็กที่หิวหรืออยู่ไม่สุขจะตั้งใจได้ยาก ของว่างสักหน่อยและวิ่งเล่นสักสิบนาทีมักช่วยได้

เริ่มด้วยแผน

  • ดูงานทั้งหมดด้วยกัน "วันนี้มีการบ้านอะไรบ้าง จะเริ่มจากอันไหน"
  • แบ่งเป็นชิ้นเล็ก หนึ่งหน้า เลขห้าข้อ หนึ่งย่อหน้า
  • ให้ลูกเลือกลำดับ บางคนชอบเริ่มจากข้อง่ายให้มือคล่อง บางคนชอบจัดการข้อยากที่สุดให้เสร็จก่อน
  • ทำทีละช่วงสั้น ๆ มีพัก เด็กเล็กมักทำได้ดีกว่าเมื่อแบ่งเป็นช่วงสั้น ๆ และพักแป๊บหนึ่งระหว่างช่วง แทนการนั่งยาวรวดเดียว

ช่วยโดยไม่ทำแทน

เป้าหมายคือให้ลูกได้คิด ไม่ใช่ให้สมุดออกมาสมบูรณ์แบบ

  • ถามก่อนบอก "ข้อนี้ถามอะไรนะ" "ในตัวอย่างลูกทำยังไง" "จะไปหาคำตอบนี้ได้จากตรงไหน"
  • ใช้บันไดคำใบ้ เริ่มจากคำใบ้เล็ก ๆ ให้คำใบ้ที่ใหญ่ขึ้นเมื่อจำเป็นเท่านั้น คำตอบมาเป็นอย่างสุดท้าย หรือไม่ต้องให้เลยยิ่งดี
  • ให้ลูกอธิบาย "ลองเล่าให้ฟังหน่อยว่าข้อนี้ทำยังไง" ระหว่างอธิบาย ลูกมักเจอจุดผิดได้เองโดยไม่ต้องมีใครช่วย
  • ปล่อยให้มีที่ผิดบ้าง การบ้านบอกครูว่าลูกทำเองได้แค่ไหน หน้าที่พ่อแม่แก้ให้หมดจะบังจุดที่ลูกต้องการความช่วยเหลือ
  • ตรวจตอนท้าย ไม่ใช่ทุกบรรทัด การนั่งเฝ้าทุกตัวอักษรทำให้ลูกเกร็งและพึ่งพาคนอื่น
  • ชมความพยายามและวิธีคิด "ข้อยากขนาดนั้นลูกยังทำต่อจนจบ" ช่วยได้มากกว่า "ลูกเก่งจัง"
แทนที่จะ… ลองแบบนี้…
บอกคำตอบ ถามว่าโจทย์ต้องการอะไร
แก้ให้ทุกบรรทัด ตรวจด้วยกันตอนท้าย
"ง่ายจะตาย!" "ข้อนี้ยากหน่อยนะ มาดูทีละส่วนกัน"
นั่งข้าง ๆ ตลอดเวลา อยู่ใกล้ ๆ และไปหาเมื่อลูกเรียก

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มหงุดหงิด

ความหงุดหงิดไม่ได้แปลว่าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี แต่เป็นสัญญาณว่าควรเปลี่ยนอะไรสักอย่าง

  • สังเกตสัญญาณ เสียงดังขึ้น ถอนหายใจ อธิบายเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ลูกก็สังเกตเห็นเหมือนกัน
  • พักก่อน "พักกันห้านาทีนะ" แล้วไปดื่มน้ำด้วยกันสักแก้ว
  • เปลี่ยนวิธี วาดรูป ใช้สิ่งของ หรือลองตัวอย่างที่ง่ายกว่าก่อน
  • พอแค่นี้สำหรับวันนี้ถ้าจำเป็น ปล่อยข้อหนึ่งไว้ไม่เสร็จแล้วเขียนโน้ตสั้น ๆ ถึงครูก็ได้ "เราลองทำด้วยกันแล้ว แต่คืนนี้ยากเกินไป"

เมื่อไรควรคุยกับครู

ถ้าการบ้านมักใช้เวลานานกว่าที่ครูคาดไว้มาก ถ้าเกือบทุกเย็นจบลงด้วยน้ำตา หรือลูกดูเหมือนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนในงานส่วนใหญ่ ลองคุยกับครู ครูอาจปรับปริมาณงาน อธิบายว่าคาดหวังอะไร และเล่าให้ฟังว่าลูกเป็นอย่างไรในห้องเรียน

ใน Dologi ปุ่ม "คำใบ้" จะให้เบาะแสเล็ก ๆ ก่อน และช่วยมากขึ้นเฉพาะเมื่อลูกกดอีกครั้ง เป็นแนวคิดเดียวกับบันไดคำใบ้ข้างต้น

สรุป

  • เวลาประจำ มุมที่เงียบ และของว่างก่อนเริ่ม ทำให้เวลาทำการบ้านสงบขึ้น
  • วางแผนด้วยกัน แบ่งงานเป็นชิ้นเล็ก และพักสั้น ๆ
  • ช่วยด้วยคำถามและคำใบ้ ปล่อยให้มีที่ผิดบ้าง และตรวจตอนท้าย
  • เมื่อเริ่มหงุดหงิด ให้พักหรือหยุด และคุยกับครูถ้าการบ้านกลายเป็นการทะเลาะกันแทบทุกวัน

อ่านเพิ่มเติม: สร้างนิสัยรักการเรียนทุกวัน: วันละ 15 นาที เตือนน้อยลง