บทความทั้งหมด

เผลอตะคอกใส่ลูก: ทำอย่างไรให้ใจเย็นลงและคืนดีกัน

ผู้ใหญ่กับเด็กยืนใกล้กันใต้รูปหัวใจที่มีพลาสเตอร์ปิดอยู่ และเด็กยื่นดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ให้ผู้ใหญ่

เราสายแล้ว ลูกไม่ยอมใส่รองเท้า น้องร้องไห้ โทรศัพท์ก็ดัง แล้วเสียงตะคอกก็หลุดออกมาดังกว่าที่ตั้งใจ ไม่กี่วินาทีต่อมา เรามองเห็นใบหน้าเงียบ ๆ ของลูกแล้วรู้สึกแย่มาก เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในบ้านจำนวนมาก ไม่มีใครใจเย็นได้ตลอดเวลา บทความนี้ไม่ได้บอกให้ไม่เสียงดังอีกเลย แต่พูดถึงสิ่งที่ทำได้ทันทีหลังจากนั้น คือใจเย็นลง คืนดีกับลูก และเปลี่ยนช่วงเวลานั้นให้เป็นสิ่งที่ลูกได้เรียนรู้

อย่างแรก: หยุดและใจเย็นลงก่อน

ตอนที่ยังโกรธอยู่ ยิ่งพูดเพิ่มมักยิ่งทำให้แย่ลง ก้าวแรกคือหยุดพักสักครู่

  • พูดประโยคหยุดสักประโยค เช่น "ตอนนี้แม่/พ่อหงุดหงิดมาก ขอเวลาสักนาทีนะ" ประโยคนี้บอกลูกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และยังสอนให้ลูกทำแบบนี้ได้ด้วย
  • เดินออกห่างสักพัก ถ้าลูกอยู่ในที่ปลอดภัย ล้างหน้า ออกไปที่ระเบียง หรือดื่มน้ำสักแก้ว
  • หายใจช้า ๆ สักสองสามครั้ง นับในใจตอนหายใจเข้าและออก แค่พอให้เสียงกลับมาเป็นปกติก็เพียงพอ
  • อย่าพยายามแก้ทุกอย่างพร้อมกัน รองเท้า การบ้าน หรือกองของเล่นรอได้อีกสองสามนาที

ขอโทษ: สั้น ชัด และไม่มีคำว่า "แต่"

เมื่อใจเย็นแล้ว ให้กลับไปหาลูก คำขอโทษที่ดีมักมีสามส่วน

  1. บอกว่าเราทำอะไรไป "เมื่อกี้แม่/พ่อตะคอกใส่หนูเสียงดังมากเลยนะ"
  2. ยอมรับว่าเป็นความผิดของเรา "แม่/พ่อไม่ควรทำแบบนั้น ต่อให้เรากำลังรีบก็ตาม"
  3. บอกว่าครั้งหน้าจะทำอย่างไร "ครั้งหน้าถ้าแม่/พ่อหงุดหงิด จะบอกว่าขอเวลาสักนาที"

มีบางอย่างที่ควรเลี่ยง

แทนที่จะพูดว่า ลองพูดว่า
"ขอโทษนะ แต่หนูไม่ยอมฟังเลย" "ขอโทษที่ตะคอกนะ มาช่วยกันคิดว่าพรุ่งนี้เช้าจะใส่รองเท้าให้เร็วขึ้นได้อย่างไร"
"ช่างเถอะ ลืม ๆ ไปเถอะ" "ลูกคงตกใจมากเลยใช่ไหม ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง"
พูดยาว ๆ ว่าทำไมเราถึงเหนื่อย พูดหนึ่งถึงสองประโยค แล้วฟังลูก

คำขอโทษที่มีคำว่า "แต่" จะกลายเป็นการโทษลูก และคำอธิบายยืดยาวทำให้ลูกจำได้แค่ว่าเรายังพูดถึงสิ่งที่เขาทำผิดอยู่

แก้ไข: กลับมาเชื่อมใจกันและทำเรื่องที่ค้างให้เสร็จ

หลังขอโทษ ขั้นต่อไปคือกลับมาเชื่อมใจกับลูก และจัดการเรื่องที่เป็นต้นเหตุ

  • คืนดีด้วยการทำอะไรเล็ก ๆ ด้วยกัน กอดถ้าลูกอยากกอด อ่านหนังสือด้วยกัน หรือต่อหอคอยให้เสร็จ อย่าเร่งให้ลูก "เลิกเสียใจ" ทันที
  • ให้ลูกได้พูด ลูกอาจบอกว่ากลัว เสียใจ หรือโกรธ ลองพูดทวนให้ฟัง เช่น "หนูเสียใจเพราะแม่/พ่อเสียงดัง" เราไม่ต้องรีบแก้ความรู้สึกของลูก
  • กลับไปทำเรื่องเดิม อย่างใจเย็นขึ้น สิ่งที่ต้องทำก็ยังต้องทำอยู่ รอบนี้ให้พูดสั้น ๆ พูดครั้งเดียว แล้วหาทางแก้ด้วยกัน "คืนนี้เรามาวางรองเท้าไว้ข้างประตูไหม"

การคืนดีไม่ได้แปลว่าเลิกใช้กติกา เราขอโทษที่วิธีการพูด ไม่ได้ขอโทษที่ขอให้ลูกทำส่วนของตัวเอง

คำขอโทษของเราสอนอะไรลูก

ช่วงเวลาที่เผลอตะคอก หากตามด้วยการแก้ไขอย่างอ่อนโยน ก็กลายเป็นบทเรียนที่ดีได้

  • ทุกคนทำผิดพลาดได้ และแก้ไขได้ ลูกเห็นผู้ใหญ่ทำผิด ยอมรับ และลองใหม่
  • วิธีขอโทษ บอกสิ่งที่ทำ ไม่โทษคนอื่น บอกว่าครั้งหน้าจะทำอย่างไร เมื่อลูกแย่งของเล่นจากพี่หรือน้อง เขาก็มีแบบอย่างให้ทำตามแล้ว
  • วิธีใจเย็นลง เมื่อลูกเห็นเราพูดว่า "ขอเวลาสักนาที" แล้วไปหายใจ ลูกก็มีวิธีเพิ่มอีกหนึ่งอย่างไว้ลองเวลาโกรธ
  • ความรักยังอยู่เหมือนเดิม หลังช่วงเวลาที่เสียงดัง เด็กต้องรู้ว่าเรายังรักเขา การคืนดีช่วยแสดงให้เขาเห็น

ในวันที่แรงเราแทบไม่เหลือ

การตะคอกส่วนใหญ่เกิดตอนที่พ่อแม่หิว นอนไม่พอ รีบ หรือกังวลเรื่องอื่น เราขจัดช่วงเวลาแบบนั้นได้ไม่หมด แต่เตรียมตัวไว้ได้บ้าง

  • รู้ว่าจุดไหนในบ้านที่มักมีปัญหา เช้าวันไปโรงเรียน เวลากินข้าวเย็น เวลาทำการบ้าน เตรียมของไว้ตั้งแต่คืนก่อน ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋านักเรียน และรองเท้า
  • คาดหวังน้อยลงในวันที่เหนื่อย มื้อเย็นง่าย ๆ วันนี้ เว้นงานที่ไม่เร่งด่วนไว้ก่อนสักอย่าง ไม่ใช่ทุกวันที่ต้องทำให้เสร็จทุกอย่าง
  • แบ่งภาระกับผู้ใหญ่อีกคนในบ้าน ใครใจเย็นกว่าในตอนนั้นให้ดูแลลูกแทน
  • ดูแลตัวเองด้วย กินอาหารให้เป็นมื้อ เข้านอนเร็ว มีเวลาเงียบ ๆ สิบนาที นั่นไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว

หากพบว่าตัวเองควบคุมความโกรธไม่ได้บ่อย ๆ หรือกังวลว่าความตึงเครียดในบ้านจะกระทบลูก ให้หาคนที่คุยด้วยได้ เช่น แพทย์ นักให้คำปรึกษา หรือครูของลูก การขอความช่วยเหลือเป็นสิ่งดีที่ทำเพื่อทั้งครอบครัว

สรุปสั้น ๆ

  • การตะคอกใส่ลูกเกิดขึ้นในหลายบ้าน สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เราทำหลังจากนั้น
  • หยุดและใจเย็นลงก่อน แล้วขอโทษอย่างสั้นและชัดเจน ไม่ใช้คำว่า "แต่"
  • คืนดีด้วยการทำอะไรเล็ก ๆ ด้วยกัน ฟังลูก แล้วกลับไปทำเรื่องเดิมอย่างใจเย็น
  • เตรียมรับมือจุดที่มักมีปัญหาและดูแลตัวเอง ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

อ่านเพิ่มเติม: ทำการบ้านกับลูกโดยไม่ต้องขึ้นเสียง: พ่อแม่ควรช่วยแค่ไหน?