บทความทั้งหมด

ลูกชอบตอบว่า "ไม่รู้": ช่วยให้ลูกกล้าลองตอบ

หน้าประหลาดใจ โคมไฟที่เปิดอยู่ และมาสคอตของ Dologi

"วันนี้เรียนอะไรมา" "ไม่รู้" "คิดว่าต่อไปจะเป็นยังไง" "ไม่รู้" สำหรับเด็กบางคน คำนี้เป็นคำตอบของแทบทุกอย่าง รวมถึงคำถามที่พ่อแม่ค่อนข้างมั่นใจว่าลูกตอบได้ อาจชวนหงุดหงิด แต่ "ไม่รู้" มักไม่ใช่จุดจบของเรื่อง หลายครั้งมันหมายถึง "ยังไม่แน่ใจ" "ไม่อยากตอบผิด" หรือ "ขอเวลาแป๊บหนึ่ง" บทความนี้ชวนดูว่าคำตอบนี้อาจหมายถึงอะไร และจะช่วยให้ลูกกล้าลองตอบได้อย่างไร

"ไม่รู้" อาจหมายถึงอะไรได้บ้าง

คำเดียวกันอาจซ่อนเรื่องที่ต่างกันมาก

  • "ไม่รู้จริง ๆ" เป็นคำตอบที่ซื่อตรง และไม่เป็นไรเลย
  • "กลัวตอบผิด" เด็กบางคนเลือกไม่พูดอะไรดีกว่าตอบผิด
  • "ขอเวลาอีกหน่อย" เด็กหลายคนต้องใช้เวลาสองสามวินาทีเพื่อเรียบเรียงความคิด แต่ผู้ใหญ่มักเปลี่ยนเรื่องไปก่อนที่ลูกจะพร้อม
  • "คำถามใหญ่เกินไป" "วันนี้เป็นยังไงบ้าง" ครอบคลุมเรื่องราวหลายชั่วโมง จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดี
  • "เหนื่อย" หรือ "ตอนนี้ไม่อยากคุย" ก็เป็นคำตอบจริงเหมือนกัน

ลองสังเกตว่าลูกพูดตอนไหน กับคำถามแบบไหน มักจะบอกได้ว่าหมายถึงอย่างไหน

ให้เวลาคิด

ผู้ใหญ่มักรอแค่ครู่เดียวก่อนจะถามใหม่ด้วยคำอื่น ให้คำใบ้ หรือตอบเองเลย ลองรอนานขึ้น

  • นับในใจถึงห้าหรือสิบ หลังถาม รู้สึกนาน แต่บ่อยครั้งคำตอบมาตอนนั้นพอดี
  • พูดออกมาให้ลูกได้ยิน "ค่อย ๆ คิดนะ แม่รอได้" ช่วยลดความกดดันที่ต้องตอบทันที
  • ให้ลูกคิดด้วยมือ การวาด การชี้ หรือใช้สิ่งของ ช่วยให้ลูกเริ่มได้ก่อนจะหาคำพูดเจอ

ทำให้การเดาเป็นเรื่องปลอดภัย

เด็กที่กลัวผิดต้องได้เห็นว่าการเดาเป็นสิ่งที่ยินดีต้อนรับ

  • ถามสิ่งที่ลูกเดา ไม่ใช่คำตอบ "ลูกเดาว่าอะไร" หรือ "ถ้าต้องเลือก ลูกจะเลือกอะไร" รู้สึกปลอดภัยกว่า "คำตอบคืออะไร" มาก
  • บอกให้ชัดเมื่อไม่มีคำตอบที่ผิด "ข้อนี้ไม่มีถูกไม่มีผิดนะ แม่แค่อยากรู้ว่าลูกคิดยังไง"
  • รับการเดาที่ผิดด้วยความอยากรู้ "น่าสนใจจัง ทำไมลูกคิดแบบนั้น" หลายครั้งวิธีคิดของลูกดีมาก แม้คำตอบยังไม่ถูก
  • ชมที่กล้าลอง "แม่ชอบที่ลูกลองตอบ" บอกลูกว่าการลองคือสิ่งสำคัญ

ถามให้เล็กลง

ถ้าคำถามใหญ่เกินไป ลองแบ่งให้เล็กลง

  • ให้ตัวเลือก แทน "ไปโรงเรียนเป็นยังไง" ลองถามว่า "วันนี้เล่นในห้องหรือเล่นที่สนาม"
  • เริ่มจากสิ่งที่ลูกรู้ "กินข้าวกลางวันนั่งข้างใคร" ตอบง่ายกว่า "วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง"
  • ถามเรื่องเดียว "วันนี้อะไรตลกที่สุด" หรือ "ปริศนาตอนไหนยากที่สุด"
  • ให้จุดเริ่ม "แม่ว่าเด็กผู้ชายในนิทานดูกังวลนะ ลูกว่าไง"

ให้ลูกเห็นว่าผู้ใหญ่ก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง

  • พ่อแม่ก็พูดว่า "ไม่รู้" แล้วทำอะไรต่อ "แม่ก็ไม่แน่ใจ มาหาคำตอบด้วยกันนะ" ทำให้ลูกเห็นว่าการไม่รู้คือจุดเริ่มของการเรียนรู้ ไม่ใช่ความล้มเหลว
  • คิดออกเสียง "อืม อาจจะเป็นแบบนี้… เดี๋ยวนะ ไม่ใช่ เพราะว่า…" ทำให้ลูกได้ยินว่าการเดาแล้วตรวจสอบเป็นอย่างไร

บางครั้งก็ปล่อยไป

ไม่ใช่ทุก "ไม่รู้" ต้องกลายเป็นบทเรียน หลังจากวันที่ยาวนาน ลูกอาจแค่ไม่อยากคุย ตอบว่า "ได้ เดี๋ยวค่อยคุยกัน" แล้วลองถามใหม่ตอนที่สบาย ๆ กว่า เช่น ตอนเดินเล่นหรือก่อนนอน

ใน Dologi ปุ่ม "คำใบ้" ให้ลูกมีสิ่งที่ทำได้แทนการนิ่งไป กดครั้งแรกจะเห็นเบาะแสเล็ก ๆ และจะช่วยมากขึ้นก็ต่อเมื่อลูกกดอีกครั้ง "ไม่รู้" จึงกลายเป็น "ขอดูอีกที"

สรุป

  • "ไม่รู้" อาจหมายถึง "ยังไม่แน่ใจ" "กลัวตอบผิด" "ขอเวลา" หรือ "คำถามใหญ่เกินไป"
  • รอให้นานขึ้นหลังถาม และบอกลูกว่าค่อย ๆ คิดได้
  • ถามสิ่งที่ลูกเดา รับการเดาที่ผิดด้วยความอยากรู้ และชมที่กล้าลอง
  • ถามให้เล็กลง ให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่ก็มีเรื่องที่ไม่รู้ และบางครั้งก็ปล่อยไป

อ่านเพิ่มเติม: คำถามปลายเปิดสำหรับเด็ก: 30 คำถามที่ช่วยให้ลูกคิดได้ลึกขึ้น